กีต้าร์ไฟฟ้า

กีต้าร์ไฟฟ้า คือ

กีตาร์ไฟฟ้า (Electric Guitar) คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากกีตาร์โปร่งตรงที่ ใช้พลังงานไฟฟ้าในการสร้างเสียง โดยไม่จำเป็นต้องมีโพรงเสียงขนาดใหญ่เพื่อขยายเสียงเหมือนกีตาร์โปร่ง แต่จะอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเพื่อแปลงการสั่นสะเทือนของสายให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งต่อไปยังเครื่องขยายเสียงเพื่อให้เกิดเสียงดังขึ้นมานั่นเอง

ตอนที่ 1 : วิธีการเลือกกีตาร์ไฟฟ้าตัวแรก

ตอนที่ 2 : อุปกรณ์เสริมสำหรับกีตาร์ไฟฟ้า

ตอนที่ 3 : การฝึกเล่นกีตาร์ไฟฟ้าเบื้องต้น

ตอนที่ 4 : การดูแลรักษากีตาร์ไฟฟ้า

ตอนที่ 5 : สรุป

วิธีการเลือกกีตาร์ไฟฟ้าตัวแรก

กีต้าร์ไฟฟ้า
  1. กำหนดงบประมาณ
  • เริ่มต้นจากงบประมาณที่คุณสบายใจ: มีราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาทไปจนถึงหลักแสนบาทหรือมากกว่านั้น
  • สำหรับมือใหม่: ไม่จำเป็นต้องซื้อกีตาร์ที่แพงที่สุดเสมอไป กีตาร์ไฟฟ้าราคาเริ่มต้นก็สามารถให้คุณภาพเสียงและการเล่นที่ดีพอสำหรับการเรียนรู้ได้แล้ว
  • อย่าลืมงบสำหรับอุปกรณ์เสริม: นอกจากตัวกีตาร์แล้ว คุณยังต้องเผื่องบสำหรับแอมป์ สายแจ็ค ปิ๊ก จูนเนอร์ และอาจรวมถึงเอฟเฟกต์เบื้องต้นด้วย
  1. แนวเพลงที่ต้องการเล่น
  • ร็อก/เมทัล: มักจะมองหากีตาร์ที่มีปิ๊กอัพแบบ Humbucker เพื่อให้ได้เสียงที่หนาและมีกำลังขับสูง เช่น Gibson Les Paul, Ibanez, ESP
  • บลูส์/ฟังก์/ป๊อป: อาจชอบที่มีปิ๊กอัพแบบ Single-coil เพื่อเสียงที่คมชัด สว่าง และใส เช่น Fender Stratocaster, Telecaster
  • แจ๊ส: มักจะเลือกกีตาร์แบบ Semi-hollow หรือ Hollow-body เพื่อเสียงที่อบอุ่นและมีมิติ

*คำแนะนำ: หากยังไม่แน่ใจว่าจะเล่นแนวไหนเป็นหลัก ลองเลือกกีตาร์ที่มีความหลากหลายทางเสียง เช่น กีตาร์ที่มีปิ๊กอัพแบบ HSS (Humbucker ที่บริดจ์ และ Single-coil ที่กลาง/คอ)

  1. ประเภทของกีตาร์ไฟฟ้า

Solid-body (ตัวตัน)

  • ลักษณะ: ลำตัวเป็นไม้ตันทั้งชิ้น ไม่มีโพรงเสียง
  • เสียง: ให้ Sustain (เสียงค้าง) ที่ยาวนาน ลดเสียงหอน (Feedback) ได้ดี
  • เหมาะสำหรับ: ร็อก เมทัล บลูส์ ป๊อป (เป็นที่นิยมมากที่สุด)
  • ตัวอย่าง: Fender Stratocaster, Gibson Les Paul

Semi-hollow (กึ่งโปร่ง)

  • ลักษณะ: ลำตัวมีโพรงเสียงเล็กน้อยด้านใน แต่ยังคงมีบล็อกไม้ตรงกลาง
  • เสียง: ให้เสียงที่อบอุ่น มีความก้องกังวานมากกว่า Solid-body แต่ยังควบคุม Feedback ได้ดี
  • เหมาะสำหรับ: บลูส์ แจ๊ส ร็อกแอนด์โรล
  • ตัวอย่าง: Gibson ES-335

Hollow-body (ตัวโปร่ง)

  • ลักษณะ: ลำตัวเป็นโพรงเสียงคล้ายกีตาร์โปร่ง แต่มีขนาดเล็กกว่า
  • เสียง: ให้เสียงที่อบอุ่น นุ่มนวล และมี Resonance สูง มักมีเสียงหอนง่ายเมื่อเล่นเสียงดัง
  • เหมาะสำหรับ: แจ๊ส บลูส์บางแนว , หวยไว
  • ตัวอย่าง: Gretsch Electromatic 
  1. ขนาดและน้ำหนัก: ลองจับ ลองสะพาย
  • ความสบายในการเล่น: มีน้ำหนักและขนาดที่แตกต่างกันไป ลองจับ ลองสะพายดูว่ารู้สึกสบายมือและไหล่หรือไม่
  • คอ (Neck Profile): คอมีรูปทรงและความหนาที่ต่างกัน เช่น C-shape, D-shape, V-shape ลองจับดูว่ารูปทรงไหนที่ถนัดมือที่สุด
  • น้ำหนัก: กีตาร์บางรุ่นอาจมีน้ำหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เมื่อยล้าเมื่อต้องสะพายเล่นนานๆ
  1. แบรนด์และรุ่นยอดนิยมสำหรับมือใหม่
  • Fender Squier: เป็นแบรนด์ลูกของ Fender ที่ผลิตกีตาร์ Stratocaster และ Telecaster ในราคาที่เข้าถึงง่าย คุณภาพดีสำหรับการเริ่มต้น
  • Epiphone: เป็นแบรนด์ลูกของ Gibson ที่ผลิต Les Paul และ SG ในราคาที่ย่อมเยา ให้เสียงและรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกับรุ่นหลัก
  • Yamaha Pacifica: เป็นกีตาร์ที่ได้รับคำชมเรื่องคุณภาพเสียงและความหลากหลายในราคาที่คุ้มค่า
  • Ibanez: มีกีตาร์หลากหลายรุ่นที่เหมาะกับแนวร็อกและเมทัล โดยเฉพาะรุ่น Gio series ที่เป็นรุ่นเริ่มต้น
  • Jackson/ESP LTD: แบรนด์เหล่านี้ก็มีรุ่นเริ่มต้นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแนวเพลงหนักๆ
  1. ลองเล่นด้วยตัวเอง
  • ไปที่ร้านขายกีตาร์: อย่าตัดสินใจซื้อจากรูปภาพหรือรีวิวเพียงอย่างเดียว
  • ลองจับและลองเล่นด้วยตัวเอง: เสียบเข้ากับแอมป์ (แอมป์รุ่นเดียวกับที่คุณอาจจะซื้อ) ลองดีด ลองจับคอร์ด ลองเล่นโน้ตเดี่ยวๆ
  • ฟังเสียง: ฟังว่าเสียงที่ออกมาถูกใจคุณหรือไม่
  • ความรู้สึกในการเล่น: ลองสัมผัสว่าคอและเฟรตถนัดมือหรือไม่ การดีดสายรู้สึกเป็นอย่างไร

อุปกรณ์เสริมสำหรับ กีตาร์ไฟฟ้า

  1. แอมป์กีตาร์ (Guitar Amplifier – Amp)
  • Solid-State Amps: ใช้ทรานซิสเตอร์ในการขยายเสียง ให้เสียงที่สะอาด คมชัด และทนทาน เหมาะสำหรับมือใหม่และผู้ที่ต้องการความหลากหลายของเสียง
  • Tube Amps (Valve Amps): ใช้หลอดสุญญากาศในการขยายเสียง ให้โทนเสียงที่อบอุ่น มีมิติ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักเป็นที่นิยมในหมู่นักดนตรีมืออาชีพ แต่ราคาสูงกว่าและต้องดูแลรักษามากกว่า
  • Modeling Amps: จำลองเสียงของแอมป์และเอฟเฟกต์ต่างๆ ได้หลากหลายในตัวเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองเสียงหลายๆแบบ
  1. สายแจ็ค (Instrument Cable)
  • ความสำคัญ: ใช้สำหรับเชื่อมต่อกีตาร์เข้ากับแอมป์ หรือเชื่อมต่อกับเอฟเฟกต์ต่างๆ
  • การเลือกซื้อ: ควรเลือกสายที่มีคุณภาพดี เพื่อการส่งสัญญาณเสียงที่คมชัด ลดเสียงรบกวน และมีความทนทาน หวยไว
  1. สายกีตาร์สำรอง (Spare Strings)
  • ความสำคัญ: สายกีตาร์ขาดได้เสมอ และการเปลี่ยนสายกีตาร์เป็นประจำจะช่วยให้เสียงกีตาร์คมชัดและเล่นง่ายขึ้น
  • การเลือกซื้อ: ควรเลือกขนาด (Gauge) และวัสดุของสายให้เหมาะสมกับสไตล์การเล่นและประเภทของกีตาร์ของคุณ
  1. ปิ๊ก (Picks)
  • ความสำคัญ: ใช้สำหรับดีดสายกีตาร์ ช่วยให้ควบคุมการดีดได้ดีขึ้น และสร้างโทนเสียงที่แตกต่างกัน
  • การเลือกซื้อ: มีความหนาและวัสดุหลากหลาย ลองเลือกแบบที่ถนัดมือและให้เสียงที่คุณชอบ
  1. จูนเนอร์ (Tuner)
  • ความสำคัญ: ใช้สำหรับตั้งสายกีตาร์ให้ได้ระดับเสียงที่ถูกต้อง เป็นอุปกรณ์ที่ จำเป็นมาก เพื่อให้เสียงกีตาร์ไม่เพี้ยน
  • ประเภท: มีทั้งแบบหนีบหัวกีตาร์ (Clip-on Tuner), แบบเหยียบ (Pedal Tuner), หรือแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน
  1. คาโป้ (Capo)
  • ความสำคัญ: ใช้สำหรับหนีบสายกีตาร์เพื่อเปลี่ยนคีย์ของเพลงโดยไม่ต้องเปลี่ยนฟอร์มคอร์ด ช่วยให้เล่นเพลงในคีย์ที่สูงขึ้นได้ง่ายขึ้น
  • การเลือกซื้อ: เลือกแบบที่เหมาะสมกับคอกีตาร์ของคุณ

 

  1. สายสะพาย (Guitar Strap)
  • ความสำคัญ: ใช้สำหรับสะพายกีตาร์เมื่อยืนเล่น
  • การเลือกซื้อ: เลือกแบบที่แข็งแรง ทนทาน และมีความกว้างที่เหมาะสมเพื่อกระจายน้ำหนักของกีตาร์

 

  1. กล่องกีตาร์/ซอฟต์เคส (Hard Case/Gig Bag)
  • Gig Bag (ซอฟต์เคส): น้ำหนักเบา พกพาสะดวก เหมาะกับการเดินทางใกล้ๆ หรือการเก็บในบ้าน
  • Hard Case (กล่องแข็ง): ให้การป้องกันสูงสุด เหมาะสำหรับการเดินทางไกล หรือการขนส่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

  1. เอฟเฟกต์ (Effects Pedals)
  • Overdrive/Distortion: สร้างเสียงแตก หนา และมีกำลังขับสูง เหมาะกับแนวร็อก เมทัล บลูส์
  • Reverb: สร้างเสียงก้องกังวาน คล้ายเสียงสะท้อนในห้องหรือพื้นที่กว้างๆ
  • Delay: สร้างเสียงสะท้อนซ้ำๆ คล้ายเสียงเอคโค่
  • Chorus/Flanger/Phaser: สร้างเสียงที่หนาขึ้น มีมิติ หรือเสียงที่หมุนวน

 

  1. อุปกรณ์ทำความสะอาดและบำรุงรักษา
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์: สำหรับเช็ดทำความสะอาดบอดี้และคอกีตาร์
  • น้ำยาทำความสะอาดสาย/บำรุงเฟรตบอร์ด: ช่วยยืดอายุสายและดูแลไม้บนฟิงเกอร์บอร์ด
  • เครื่องมือปรับแต่งเบื้องต้น: เช่น ประแจหกเหลี่ยม สำหรับปรับคอ (Truss Rod) หรือปรับบริดจ์ (แต่ถ้าไม่แน่ใจ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำ)

การฝึกเล่นกีตาร์เบื้องต้น

กีต้าร์ไฟฟ้า

🎯 1. รู้จักส่วนประกอบของกีตาร์

  • คอ (Neck), บอดี้ (Body), สาย (Strings), ปิ๊กอัพ (Pickup), โวลุ่ม/โทน, คันโยก
  • รู้ว่าปุ่มไหนมีผลต่อเสียงยังไง จะช่วยให้คุณควบคุมซาวด์ได้ดีขึ้น

🛠 2. เตรียมอุปกรณ์พื้นฐาน

  • กีตาร์
  • สายแจ็ค เชื่อมต่อกีตาร์กับแอมป์
  • แอมป์ หรือใช้อินเทอร์เฟซกับคอมพิวเตอร์ก็ได้
  • ปิ๊ก และ สายสะพาย
  • เครื่องตั้งสาย (Tuner) สำคัญมาก! เพราะเสียงต้องแม่นก่อนเริ่มเล่น

🎼 3. ฝึกตั้งสาย และรู้จักโน้ตบนสายกีตาร์

  • ฝึกใช้เครื่องตั้งสาย (แบบคลิปหรือแอปมือถือ)
  • จดจำชื่อสายทั้ง 6 จากบนลงล่าง: E-A-D-G-B-e

🤘 4. ฝึกจับคอร์ดพื้นฐาน

  • เริ่มจากคอร์ดเปิดง่ายๆ เช่น C, G, D, Em, Am
  • ฝึกเปลี่ยนคอร์ดอย่างช้าๆ ให้แม่นยำก่อน

🧠 5. ฝึกเล่นสเกลง่ายๆ เช่น Pentatonic

  • สเกล Pentatonic เป็นสเกลที่ใช้บ่อยในร็อก บลูส์ เมทัล
  • ฝึกนิ้วให้คล่อง และใช้เมโทรนอมช่วยจับจังหวะ

🎵 6. เล่นตามเพลงง่ายๆ ที่ชอบ

  • เลือกเพลงร็อก/ป็อปง่ายๆ เช่น “Smoke on the Water” (Deep Purple) หรือ “Seven Nation Army” (The White Stripes)
  • ฟังแล้วเล่นตาม ช่วยฝึกหูและความแม่นยำ

🕹 7. ใช้แอปหรือเว็บไซต์ฝึกกีตาร์

  • เช่น Yousician, JustinGuitar, หรือ GuitarTuna
  • มีบทเรียนและแบบฝึกหัดทีละขั้น เข้าใจง่าย

🧘‍♂️ 8. ฝึกสม่ำเสมอวันละ 15–30 นาที

  • อย่าหักโหม แต่ควรฝึกอย่างมีเป้าหมาย
  • แบ่งเวลาฝึกคอร์ด, สเกล, และเพลงจริง

การดูแลรักษากีตาร์ไฟฟ้า

กีต้าร์ไฟฟ้า
  1. การทำความสะอาดกีตาร์อย่างสม่ำเสมอ
  • เช็ดบอดี้และคอ
  • ทำความสะอาดฟิงเกอร์บอร์ด
  • ทำความสะอาดสายกีตาร์
  1. การเปลี่ยนสายกีตาร์เป็นประจำ
  • เมื่อไหร่ควรเปลี่ยน: สายกีตาร์มีอายุการใช้งาน เมื่อเล่นไปนานๆ เสียงจะทึบลง สนิมขึ้น หรือขาด ควรเปลี่ยนสายใหม่ทุกๆ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการเล่นและเหงื่อของคุณ 
  • ประโยชน์: การเปลี่ยนสายใหม่จะช่วยให้ได้เสียงที่คมชัด สดใส เล่นง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงที่สายจะขาดระหว่างเล่น 
  • วิธีทำ: เรียนรู้วิธีการเปลี่ยนสายที่ถูกต้อง หรือให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเปลี่ยนให้  หวยไว (ระวังเรื่องการปรับคอหากเปลี่ยนขนาดสายที่แตกต่างไปจากเดิมมาก)
  1. การเก็บรักษากีตาร์ที่เหมาะสม
  • อุณหภูมิและความชื้น: ควรเก็บกีตาร์ไว้ในบริเวณที่มีอุณหภูมิและความชื้นคงที่ ไม่ควรเก็บไว้ในที่ที่ร้อนจัด เย็นจัด ชื้นจัด หรือแห้งจัดเกินไป เพราะอาจทำให้ไม้บิดงอหรือแตกได้ อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 45-55%
  • ใช้กล่อง/ซอฟต์เคส: เมื่อไม่ใช้งาน ควรเก็บกีตาร์ไว้ใน กล่องกีตาร์ (Hard Case) หรือ ซอฟต์เคส (Gig Bag) ที่มีคุณภาพ เพื่อป้องกันฝุ่น แรงกระแทก และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้น
  • วางตั้งหรือแขวน: หากไม่มีกล่อง ควรใช้ขาตั้งกีตาร์ (Guitar Stand) ที่มั่นคง หรือแขวนกับที่แขวนผนัง (Wall Hanger) ที่มีระบบล็อค เพื่อป้องกันการล้มเสียหาย
  1. การบำรุงรักษาและปรับแต่งเบื้องต้น
  • การตั้งแอ็คชั่น (Action): คือความสูงของสายจากเฟรต หากสายสูงเกินไปจะเล่นยาก หากต่ำเกินไปอาจเกิดเสียงบัส (Buzz) การปรับแอ็คชั่นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะและต้องทำด้วยความระมัดระวัง
  • การปรับอินโทเนชั่น (Intonation): คือการปรับแต่งความยาวของสายแต่ละเส้นที่บริดจ์ เพื่อให้โน้ตในทุกๆ เฟรตมีระดับเสียงที่ถูกต้อง
  • การปรับคอ (Truss Rod Adjustment): เป็นการปรับความโค้งของคอกีตาร์ เพื่อชดเชยการเปลี่ยนแปลงของสายหรือสภาพอากาศ
  • ทำความสะอาดและตรวจสอบฮาร์ดแวร์/อิเล็กทรอนิกส์: หมั่นเช็ดทำความสะอาดลูกบิด, บริดจ์, และปิ๊กอัพ ตรวจสอบว่าน็อตต่างๆ แน่นหนาดี และลูกบิดปรับ Volume/Tone ทำงานได้ปกติ
  1. สัญญาณที่ควรนำไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
  • คอบิดงอ หรือบิดเป็นเกลียว: ไม่สามารถปรับแต่งด้วย Truss Rod ได้แล้ว
  • เฟรตสึกหรอ หรือหลุด: ทำให้เกิดเสียงบอดหรือเล่นยาก
  • วงจรไฟฟ้ามีปัญหา: เช่น มีเสียงฮัมดังผิดปกติ, ปิ๊กอัพไม่ทำงาน, ลูกบิดปรับเสียงไม่ตอบสนอง
  • บริดจ์มีปัญหา: ไม่สามารถปรับแต่งได้ หรือมีส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย
  • ต้องการทำ “Full Setup”: อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ควรนำกีตาร์ไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการ Setup เพื่อปรับแต่งและตรวจสอบสภาพกีตาร์โดยรวม

สรุป

เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ใช้ ไฟฟ้า ในการขยายเสียง แตกต่างจากกีต้าร์โปร่งที่ใช้เสียงธรรมชาติจากไม้และกล่องเสียง นอกจากนั้นมันยังเป็นเครื่องดนตรีสุดเท่ที่เปิดโลกแห่งเสียงดนตรีอย่างไร้ขีดจำกัด เหมาะสำหรับคนรักดนตรีที่อยากสร้างเสียงเฉพาะตัวและพัฒนาทักษะการเล่นอย่างสร้างสรรค์